หน้าหลัก/บทความ/ เกร็ดความรู้ / ศ.เกียรติคุณ พลเรือเอก นคร ทนุวงษ์ (ฮัจยีอาลี บิน มูฮัมหมัด) ผู้คำนวณเวลาละหมาด กับอะมานะฮ์ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) มอบหมาย/
coverImage

ศ.เกียรติคุณ พลเรือเอก นคร ทนุวงษ์ (ฮัจยีอาลี บิน มูฮัมหมัด) ผู้คำนวณเวลาละหมาด กับอะมานะฮ์ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) มอบหมาย

01 April 2026

ศ.เกียรติคุณ พลเรือเอก นคร ทนุวงษ์ (ฮัจยีอาลี บิน มูฮัมหมัด)
    ผู้คำนวณเวลาละหมาด กับอะมานะฮ์ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) มอบหมาย “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน แต่ผลงานนั้นต้องเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ไม่ใช่เป็นประโยชน์ต่อคนไม่กี่คน”

    นี่คือคำพูดของ พันตรีเชวง เมาลานนท์ อดีตอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ไทย ที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของนักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 10  “นคร ทนุวงษ์” เป็นอย่างมาก แน่นอนที่สุดคำพูดดังกล่าวได้ถูกบันทึกอยู่ในจิตใจตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะเกษียณอายุราชการมาหลายปีแล้วก็ตาม

    ในหนังสือเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2555 สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ได้เขียนถึงมุสลิมท่านนี้ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาวไว้ว่า : “ชีวิตของพลเรือเอก นคร ทนุวงษ์ (ฮัจยีอาลี บิน มูฮัมหมัด) เป็นเรื่องราวของศิษย์เก่าเตรียมทหารผู้หนึ่งที่มีไฟแรง มีอุดมการณ์มุ่งมั่นที่จะอุทิศตนทำงานรับใช้สังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย เกิดการหวงแหนทะนุถนอมรักษาทรัพย์สินของส่วนรวม เกิดการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเงินภาษีอากรของประชาชนให้สมประโยชน์และคุ้มค่าด้วยความรู้ความสามารถของตนเท่าที่จะทำได้”



    “ตัวตนที่แท้จริงเป็นคนที่รักชีวิตเรียบง่าย สมถะ ติดดิน ค่อนข้างวางเฉยต่อลาภยศสรรเสริญ สิ่งที่ต้องการมีเพียงความพอใจที่ได้เห็นผลสำเร็จของงานและผลบุญที่ได้จากการทำความดี โดยมีหลักคิดประจำใจว่าจะมุ่งทำความดีเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน และหลักศรัทธาในศาสนาอิสลามที่ตนนับถือว่า: ทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เราไม่ทราบว่าพระองค์กำหนดไว้อย่างไร หน้าที่ของมนุษย์คือต้องพยายามทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ที่สุด อนาคตจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับพระเมตตาของพระองค์”
    ศ.เกียรติคุณ พลเรือเอก นคร ทนุวงษ์ (ฮัจยีอาลี บิน มูฮัมหมัด) เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2494 ในครอบครัวมุสลิม บิดาเป็นนายทหารในสังกัดกรมพลาธิการทหารบก ณ บ้านพักราชการทหารข้างวัดปรินายก เชิงสะพานผ่านฟ้า จ.พระนคร ท่านเป็นผู้ที่มีประวัติการเรียนดีมาโดยตลอด ศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 5-7 ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ ธนบุรี จบ ม.ศ. 3 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนที่จะสอบเข้าศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 10



    เมื่อเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายเรือ ท่านได้เลือกเรียนในเหล่าอุทกศาสตร์ เนื่องจากมีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และงานช่าง โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าห้องและนักเรียนปกครองทุกชั้นปี เมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 2517 ได้เข้ารับราชการในกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ


    “ความประทับใจตอนเรียนเตรียมทหารและนายเรือ ผมประทับใจเกี่ยวกับเรื่องความมีระเบียบวินัย ทำให้ชีวิตมีแบบแผน สร้างอุดมการณ์รักชาติ สร้างความต้องการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติ ชีวิตถูกสอนให้คิดเพื่อส่วนรวม สร้างความมุ่งมั่น จึงติดตัวตลอดเวลาว่าเราทำอะไรต้องคิดถึงเรื่องส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว”


    ในปี 2519 ท่านได้รับทุนพัฒนาองค์บุคคลจากกองทัพเรือไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขา Geodesy (ภูมิมาตรวิทยา) ที่มหาวิทยาลัย Purdue รัฐ Indiana สหรัฐอเมริกา ตามหลักสูตรเป็นเวลา 3 ปี แต่ใช้เวลาศึกษาเพียง 1 ปี 4 เดือน ก็สำเร็จการศึกษา



    จากนั้นได้ขอย้ายไปศึกษาวิชา Cartography (การสร้างแผนที่) และ Geodetic Astronomy (ดาราศาสตร์สำรวจ) เพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัย The Ohio State เมือง Columbus เมื่อสำเร็จการศึกษาจึงกลับมาทำงานเพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาองค์กร นับแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานด้านการสำรวจแผนที่ทะเลในน่านน้ำไทย ทั้งในส่วนสำนักงานและภาคสนาม โดยเฉพาะการคำนวณงานสำรวจแผนที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวเลขจำนวนมากที่ต้องการความละเอียด ถูกต้อง และแม่นยำสูง ท่านได้ประยุกต์หลักวิชาการสำรวจแผนที่มาพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณงานสำรวจแผนที่ ทำให้ลดเวลาการทำงานลงได้อย่างมาก สามารถตรวจสอบความผิดพลาดได้ง่ายขึ้น และช่วยให้การพัฒนาบุคลากรทุกระดับมีความรวดเร็วขึ้น


    ในงานภาคสนาม ท่านเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการสำรวจพื้นที่ทางทะเลจากวิธีการดั้งเดิมที่ใช้เครื่องวัดแดด (Sextant) วัดมุมหาที่เรือ ซึ่งถูกจำกัดด้วยระยะเห็นและทัศนวิสัย โดยท่านได้เสนอจัดหาเครื่องหาที่เรืออิเล็กทรอนิกส์ (ระบบ Trisponder) มาใช้ และจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อพ่วงเพื่อคำนวณตำแหน่งเรือโดยอัตโนมัติ


    สำหรับการวางโครงข่ายจุดบังคับแผนที่ ได้จัดหาเครื่องวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์แบบระยะไกลมาใช้ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางก่อนสำรวจรายละเอียด รวมทั้งพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อคำนวณแก้ความคลาดเคลื่อน ทำให้งานรวดเร็วขึ้นเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ท่านได้พัฒนากำลังพลควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบเพื่อให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ได้ทันท่วงที ทำให้การสำรวจรวดเร็ว แผนที่ทะเลมีความทันสมัย และเป็นต้นแบบให้หน่วยราชการอื่นนำไปพัฒนาในทิศทางเดียวกัน เมื่อกำลังพลมีความคุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์ จึงได้พัฒนางานเขียนแผนที่ด้วยระบบ Geomap ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานการพัฒนาแผนที่เดินเรืออิเล็กทรอนิกส์ในเวลาต่อมา


    เมื่อระบบกำหนดตำแหน่งด้วยดาวเทียม GPS ได้รับการพัฒนา ท่านได้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งโดยนำเครื่องมือสำรวจดาวเทียมมาใช้งาน ทำให้นักสำรวจไม่ต้องหอบหิ้วเครื่องมือและสัมภาระเดินทางด้วยความยากลำบากเหมือนในอดีต งานสำรวจจึงรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบไปสู่ Differential GPS เพื่อเพิ่มความถูกต้องและเปิดโอกาสให้เรือรบและเรือพาณิชย์ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน



    ในช่วงต้นๆ เป็นการพัฒนาโปรแกรมงานสำรวจแผนที่ สมัยก่อนต้องใช้มือในการคำนวณ เปิดตารางตรีโกณมิติ เราก็เปลี่ยนมาใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทำให้งานทุกอย่างเร็วขึ้น จากเดิมที่วงจรการสำรวจใช้เวลา 50-60 ปี ก็ลดเหลือเพียง 20 ปี และผมเป็นคนแรกๆ ที่นำระบบ GPS เข้ามาในประเทศไทย


ปี 2524 : ขณะดำรงตำแหน่งประจำแผนกดาราศาสตร์ กองอุปกรณ์การเดินเรือ ท่านมีบทบาทสำคัญในการจัดหาเครื่องหาที่เรือด้วยดาวเทียมมาติดตั้งให้แก่เรือในกองทัพเรือเป็นครั้งแรก 
ปี 2532 : 
เป็นหัวหน้าคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนากรมอุทกศาสตร์ ฉบับที่ 1 เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทระยะสั้นและระยะกลาง 
ปี 2536 :
เข้าร่วมงานวิจัยกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่องผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมจากปรากฏการณ์ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น โดยรับหน้าที่สำรวจข้อมูลภาคสนาม (ทุนธนาคารโลก) 
ปี 2540-2541 : ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองเครื่องหมายทางเรือ ริเริ่มใช้เทคโนโลยีสื่อสารรายงานสถานภาพกระโจมไฟทางไกล จัดทำโครงเหล็กป้องกันอันตรายแก่เจ้าหน้าที่ และจัดทำนิทรรศการวิวัฒนาการเทคโนโลยีเครื่องช่วยการเดินเรือ ณ ประภาคารกาญจนาภิเษก แหลมพรหมเทพ จ.ภูเก็ต 
ปี 2543 : ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ฝ่ายศึกษา โรงเรียนนายเรือ 
ปี 2548 : ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมวิทยาศาสตร์ กองทัพเรือ กำหนดแนวทางประหยัดพลังงานจนได้รับรางวัล และริเริ่มการศึกษาปลูกสบู่ดำเพื่อเป็นพลังงานทดแทน 
ปี 2551-2553 : 
ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ปรับปรุงอาคารให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานและริเริ่มจัดทำพิพิธภัณฑ์อุทกศาสตร์
ในระดับสากล ท่านได้รับหน้าที่เป็นผู้แทนประเทศไทยประชุมวิชาการหลายสาขา เช่น งานสำรวจอุทกศาสตร์ สมุทรศาสตร์ แผ่นดินไหว และยังเคยดำรงตำแหน่งประธานการประชุมคณะกรรมาธิการอุทกศาสตร์ภาคพื้นเอเชียตะวันออกหลายครั้ง



    ท่านได้รับพระราชทานยศ พลเรือเอก ซึ่งเป็นมุสลิมคนแรกที่ได้รับยศชั้นนี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนมุสลิม นอกจากนี้ยังได้รับการแต่งตั้งจากสำนักจุฬาราชมนตรีให้เป็น ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี ในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักวิชาดาราศาสตร์อิสลาม การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์คำนวณปฏิทินและตารางเวลาปฏิบัติศาสนกิจประจำวัน


    ท่านเป็นผู้ยึดมั่นในบทบัญญัติอิสลามอย่างเคร่งครัด จึงนำความรู้ด้านดาราศาสตร์มาทำประโยชน์แก่สังคมมุสลิม โดยเฉพาะการพัฒนาโปรแกรมคำนวณปฏิทินและตารางเวลาละหมาด ท่านอุตสาหะศึกษาหลักการดาราศาสตร์อิสลามสากลและประยุกต์เข้ากับหลักศาสนาจนสำเร็จ ท่านได้ตรวจสอบความถูกต้องกับปรากฏการณ์จริงเมื่อไปราชการต่างจังหวัดจนมั่นใจ และเริ่มเผยแพร่ตารางเวลาละหมาดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524


    โปรแกรมนี้สามารถคำนวณปฏิทินได้ทุกพิกัดตำแหน่ง มุสลิมทั่วประเทศจึงได้รับประโยชน์จากตารางเวลาที่ตรงตามสภาพธรรมชาติในท้องถิ่นของตน ท่านได้สนับสนุนข้อมูลแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนโดยไม่คิดค่าตอบแทน ด้วยเหตุผลที่ว่า :
“พระเจ้าได้มอบความรับผิดชอบให้ไปเรียนมาโดยเฉพาะจึงถือเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ นอกจากนั้นทางราชการได้ใช้ภาษีอากรส่งไปเรียนและให้เงินเดือนทุกเดือน จึงไม่สมควรเรียกร้องผลตอบแทนอื่นใดอีก”


การคำนวณและการรังวัดมุมเพื่อกำหนดทิศในการก่อสร้างมัสยิด
    ท่านได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยประยุกต์คำนวณวิชา Geodesy เพื่อกำหนดทิศกิบลัต (ทิศหันสู่มัสยิดอัลหะรอม) ให้แก่การก่อสร้างมัสยิดทั่วประเทศ รวมถึงเป็นผู้คำนวณรังวัดเพื่อกำหนดทิศมัสยิดประจำศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติด้วย



    ตลอดระยะเวลาที่รับราชการ พลเรือเอก นคร ทนุวงษ์ (ฮัจยีอาลี บิน มูฮัมหมัด) เป็นนายทหารที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านได้รับใช้ถวายงานหลายภารกิจ เช่น เป็นผู้บังคับการเรือพระที่นั่งในการเสด็จฯ เยี่ยมประชาชนของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี


    ท่านมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาสังคมอย่างสม่ำเสมอ มีจิตสาธารณะ ทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในสังคมไทยและสังคมมุสลิม จนได้รับความชื่นชมจากพี่น้องมุสลิมทั่วประเทศ และได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2555 สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม  นับเป็นมุสลิมอีกท่านหนึ่งที่เป็นบุคคลตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก  หนังสือเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2555 (มูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร)  / หนังสือข่าวสารมุสลิม
avatar - บรรณาธิการ | ต.โต้ง
บรรณาธิการ
ต.โต้ง
นักเขียนติดดิน

บทความแนะนำอื่นๆ